ระหว่างวันที่ 26 ถึง 28 กันยายน 2024 พื้นที่ตอนกลางและภาคตะวันออกของประเทศเนปาลต้องเผชิญกับเหตุการณ์ฝนตกหนักรุนแรงจนเกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มครั้งใหญ่ โดยเฉพาะในพื้นที่หุบเขากาฐมาณฑุและแคว้นพาคมตีที่มีปริมาณฝนสะสมสูงถึง 322.2 มิลลิเมตร ซึ่งนับว่าหนักที่สุดตั้งแต่มีการเริ่มใช้ระบบตรวจวัดทางอุทกวิทยาสมัยใหม่ในปี 1970 ทางทีมงาน HUC99 ได้ติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติครั้งนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อทำความเข้าใจว่าเหตุใดความเสียหายจึงลุกลามจนมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 240 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 170 ราย แม้จะมีการส่งเจ้าหน้าที่ความมั่นคงกว่า 30,000 นายเข้าพื้นที่ช่วยเหลือก็ตาม
1. The Scale of Destruction
ความเสียหายที่เกิดขึ้นขยายวงกว้างอย่างรวดเร็วเหนือความคาดหมาย กระทรวงมหาดไทยเนปาลรายงานการเกิดเหตุดินถล่มรวมถึง 132 จุดทั่วประเทศภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน โดยมี 57 จุดเกิดขึ้นใกล้เขตเมืองหลวงอย่างกาฐมาณฑุ ลลิตปุระ และกาเวรปาลันโชก ในหุบเขากาฐมาณฑุเพียงแห่งเดียวมีรายงานผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 56 ราย จุดที่น่าสลดใจที่สุดเกิดขึ้นที่บริเวณ Jhyaple Khola ในเขต Dhading เมื่อดินพังถล่มลงมาทับรถบัสที่กำลังสัญจรอยู่บนทางหลวง Prithvi Highway ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 35 รายในคราวเดียว ขณะเดียวกัน แม่น้ำหลายสาย รวมถึงแม่น้ำพาคมตีและแม่น้ำนักขุ ได้ล้นตลิ่งเข้าท่วมชุมชน ส่งผลให้เส้นทางคมนาคมหลักที่เชื่อมต่อไปยังเมืองหลวงถูกตัดขาดชั่วคราว รัฐบาลเนปาลจำเป็นต้องประกาศให้เขตเทศบาล 71 แห่ง ใน 20 อำเภอ เป็นเขตวิกฤตภัยพิบัติฉุกเฉิน
2. The Cross-Border Warning Failure
แม้ภัยพิบัติครั้งนี้จะดูเหมือนเป็นผลพวงจากธรรมชาติ แต่ช่องโหว่ของระบบเตือนภัยข้ามชาติกลับเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง Binod Parajuli ผู้เชี่ยวชาญด้านอุทกวิทยาของรัฐบาลเนปาลเปิดเผยว่า มวลน้ำได้ทะลักผ่านพรมแดนมาจากฝั่งทิเบตในช่วงเช้าเวลาประมาณ 08:32 น. ของวันที่ 26 กันยายน แต่สถานีวัดระดับน้ำบริเวณชายแดนกลับไม่มีการส่งข้อมูลใดๆ ออกมาเลยตั้งแต่เวลา 08:40 น. เป็นต้นไป กว่าที่หน่วยงานจัดการและลดความเสี่ยงภัยพิบัติแห่งชาติเนปาล (NDRRMA) จะได้รับแจ้งทางโทรศัพท์ว่าเกิดน้ำท่วมที่แม่น้ำตริสุลี เวลาก็ผ่านไปแล้วถึง 26 นาที และต้องรอจนถึง 09:13 น. กว่าทีมงานและรัฐบาลท้องถิ่นจะยืนยันสถานการณ์และประกาศเตือนภัยสู่สาธารณะชน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่วิกฤตเกินกว่าที่ประชาชนจะอพยพได้ทัน
3. Insufficient Information Sharing
ความล้มเหลวในการรับส่งข้อมูลไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ย้อนกลับไปเมื่อเดือนพฤษภาคม เจ้าหน้าที่เนปาล 10 คน และเจ้าหน้าที่จีน 12 คน ได้ร่วมประชุมหารือเรื่องการป้องกันภัยพิบัติ การติดตามทะเลสาบน้ำแข็ง และการจัดทำแผนที่เสี่ยงภัย แต่เจ้าหน้าที่ฝั่งเนปาลแสดงความกังวลอย่างชัดเจนว่า ข้อมูลความเสี่ยงและสถิติระดับน้ำที่ทางจีนแบ่งปันมานั้นยังมีไม่เพียงพอ การแลกเปลี่ยนข้อมูลที่จำกัดทำให้ยากต่อการวางแผนกระบวนการเตือนภัยล่วงหน้าที่มีประสิทธิภาพ แม้ทางการของทั้งสองประเทศจะยังไม่มีการกล่าวโทษใครเป็นพิเศษ และทางสถานทูตจีนได้ออกมาชี้แจงว่ามีการส่งต่อข้อมูลสำคัญแล้วก็ตาม แต่กระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ของเนปาลยังคงสะท้อนความผิดหวังต่อระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่พังทลายลงในวินาทีชีวิต
4. The Climate Change Burden
รายงานจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเฉิงตูกล่าวเสริมว่า ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดน้ำหลากอย่างรุนแรงมาจากการพังทลายของธารน้ำแข็งที่พัดพาทั้งน้ำละลายและก้อนหินลงมาอย่างเกรี้ยวกราด Sunil Acharya ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศในกาฐมาณฑุได้เน้นย้ำประเด็นนี้ผ่านสื่อ The Climate Watch ว่า วิกฤตครั้งนี้คือเครื่องพิสูจน์ถึงราคาที่ต้องจ่ายจากการรับมือปัญหาความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ล่าช้าของโลก ประชาชนในเนปาลและทิเบตไม่สมควรต้องกลายเป็นผู้รับเคราะห์จากภาวะโลกร้อนที่เกิดจากการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศร่ำรวย ประชาคมโลกจึงควรหันมาให้การสนับสนุนเนปาลอย่างจริงจัง ทั้งการสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า การติดตามสภาพอากาศบนที่สูง และการเสริมความแข็งแกร่งให้โครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกันความสูญเสียในอนาคต

The Early Spring: Romance vs Workplace Reality
What Decided the 2024 England vs Pakistan Cricket Series?
The Enzo Fernandez Transfer: 121m Flop or City's Missing Piece?
Why Did Niu Lai Become A Viral Hit?